บทที่ 1
กลิ่นฉุนกึกของน้ำยาฆ่าเชื้อโชยขึ้นมาจนแสบจมูก และทำให้ดวงตาของญาณิดาพร่ามัว
ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวของโรงพยาบาลเอกชน หญิงสาวนอนราบอยู่บนเตียงผ่าตัด หน้าผากมนชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดพราย ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านมาจากเบื้องล่าง มันชัดเจนและแหลมคมราวกับถูกกรีดเฉือนเนื้อสด ๆ
เธอขบกัดริมฝีปากล่างจนห่อเลือด เพื่อกลั้นเสียงสะอื้นไห้ไม่ให้เล็ดลอดออกมา
"อดทนหน่อยครับ อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"
เสียงของนายแพทย์ราบเรียบไร้อารมณ์ ราวกับเขากำลังซ่อมแซมวัตถุไร้ชีวิตชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่การรักษามนุษย์
ที่หน้าประตูห้องผ่าตัด เสียงของจันทร์เพ็ญผู้เป็นมารดาดังลอดเข้ามา น้ำเสียงของเธอฟังดูพินอบพิเทาแต่แฝงไปด้วยความร้อนรนขณะคุยโทรศัพท์
"คุณผู้ช่วยคะ วางใจได้เลยค่ะ การผ่าตัดใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช่ค่ะ... ทางเราให้ความร่วมมือกับคุณวินทร์มาตลอด ส่วนเรื่องเงินลงทุนในไตรมาสหน้า..."
ถ้อยคำเหล่านั้นพุ่งทะลุช่องว่างใต้ประตู เข้ามาทิ่มแทงหัวใจที่บอบช้ำจนเป็นรูพรุนของญาณิดา
ทั้งความเจ็บปวดและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเธอ ในสายตาของผู้เป็นแม่ เป็นเพียงเบี้ยต่อรองเพื่อแลกเงินลงทุนจากวินทร์ก็เท่านั้น
ความเจ็บปวดแสบสันที่แล่นริ้วขึ้นมา ฉุดกระชากญาณิดากลับไปสู่ค่ำคืนเข้าหอที่เปรียบเสมือนฝันร้าย
ในคืนนั้น เธอทอดกายถวายตัวให้เขาด้วยหัวใจที่เปี่ยมรัก
แต่หลังจากพายุอารมณ์อันบ้าคลั่งผ่านพ้น สิ่งที่ได้กลับมาคือใบหน้าถมึงทึงและแววตาอำมหิตของสามีป้ายแดง
วินทร์จ้องมองผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
"ทำไมไม่มีเลือด?"
ขณะที่ญาณิดากำลังจะอธิบาย เขากลับไม่ยอมฟังคำอธิบาย หนำซ้ำยังรีบตัดสินเธอทันที "เธอไม่ใช่สาวบริสุทธิ์... สกปรก"
นับตั้งแต่วันนั้น วินทร์ก็ปักใจเชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงมักมากและไร้ยางอาย
ไม่ว่าเธอจะพยายามอธิบายมากแค่ไหน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงคำถากถางอันเจ็บแสบ
ซ้ำร้าย เขายังสั่งให้คนลากเธอมาที่โรงพยาบาล เพื่อทำศัลยกรรมรีแพร์ เย็บกระชับคืนความบริสุทธิ์โดยไม่ใช้ยาชา...
ความเจ็บปวดเจียนตายในครั้งนั้น คอยตอกย้ำอยู่ทุกลมหายใจว่า... ร่างกายของเธอมีมลทิน
แต่ญาณิดาไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง ทุกวันในชีวิตหลังแต่งงาน หากเธอเผลอทำอะไรให้วินทร์ไม่พอใจ เธอจะถูกลากกลับมาที่ห้องผ่าตัดและถูกขังไว้หนึ่งวันหนึ่งคืน เพื่อให้ทบทวนความเจ็บปวดนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และวันนี้... เพื่อตระกูลบุญศิริ เพื่อพื้นที่อันน้อยนิดในตระกูลที่ต้องคอยรองมือรองเท้าคนอื่น ญาณิดาจำต้องทำให้วินทร์โกรธอีกครั้ง
และแม่แท้ ๆ ของเธอก็เป็นคนพาเธอมาส่งเข้าห้องเชือดนี้ด้วยตัวเอง
ใบหน้าของญาณิดาซีดเผือดราวกับกระดาษ ความเจ็บปวดที่ยังคงเต้นตุบ ๆ ทำให้เธอยืดตัวตรงไม่ได้ หญิงสาวต้องใช้มือยันผนัง ค่อย ๆ พยุงร่างอันบอบช้ำเดินโซเซออกมาจากห้องผ่าตัด
เป็นจังหวะเดียวกับที่จันทร์เพ็ญวางสายโทรศัพท์พอดี
ทันทีที่เห็นสภาพของลูกสาว คิ้วของคนที่เธอเรียกว่า 'แม่' ก็ขมวดมุ่นด้วยความขัดใจ
"ทีหลังก็หัดจำใส่สมองไว้บ้าง อย่าไปขัดใจคุณวินทร์เขาอีก คนขับรถรออยู่หน้าตึก รีบกลับบ้านซะ วันนี้เปรมาจะกลับมาจากเมืองนอก"
ญาณิดาหลุบตาลงต่ำ ซ่อนความขมขื่นแสนเจ็บปวดไว้ในแววตา
เปรมา... น้องสาวต่างมารดาของเธอ เพชรเม็ดงามแห่งตระกูลบุญศิริ เป็นที่รักดั่งแก้วตาดวงใจของทุกคน
ส่วนเธอ... ญาณิดา เป็นเพียงหลักฐานความมักง่ายของพ่อ เป็นตราบาปแห่งความล้มเหลวในชีวิตคู่ของแม่ และเป็นเพียงสินค้าที่ครอบครัวพร้อมจะแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ได้ทุกเมื่อ
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์บุญศิริที่หรูหราแต่เย็นเยียบ บรรยากาศช่างแตกต่างจากโรงพยาบาลราวฟ้ากับเหว
"น้องเปร! กลับมาแล้วเหรอลูก! ไปอยู่เมืองนอกลำบากแย่เลย ดูสิ ผอมลงไปตั้งเยอะ!"
จันทร์เพ็ญโผเข้ากอดเปรมาที่เพิ่งก้าวเข้ามาในบ้าน รอยยิ้มนั้นช่างดูจริงใจและอบอุ่นในแบบที่ญาณิดาไม่เคยได้รับ
เปรมาอยู่ในชุดเดรสแบรนด์เนมเข้ารูปดูสง่างาม ใบหน้าแต้มยิ้มหวานหยด ขณะนี้กำลังยืนรับความรักความเอาใจใส่จากทุกคนราวกับเจ้าหญิง
เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นญาณิดาที่ยืนลีบอยู่ตรงประตู มุมปากของเปรมากระตุกยิ้มเบา ๆยากจะสังเกตเห็น ก่อนจะเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใส
"พี่ณิก็อยู่บ้านด้วยเหรอคะ"
จันทร์เพ็ญเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีลูกสาวอีกคนยืนหัวโด่อยู่ รอยยิ้มของเธอจางลงไปในพริบตา "ยืนบื้ออยู่ทำไม? มาช่วยน้องเปรถือของขวัญขึ้นไปเก็บสิ ไม่รู้จักมีน้ำใจเลยจริง ๆ"
ญาณิดาก้าวเข้าไปเงียบ ๆ รับถุงของขวัญราคาแพงที่ไม่ได้หนักหนาอะไรมาถือไว้
เสียงหัวเราะพูดคุยอย่างมีความสุขลอยผ่านเบื้องหลังไป เธอเองก็รู้ว่าไม่ได้มีที่ว่างสำหรับเธอ เธอเหมือนเงาจาง ๆ ที่เป็นส่วนเกินของภาพครอบครัวอันสมบูรณ์แบบ
โชคดีที่จันทร์เพ็ญมัวแต่เห่อลูกสาวคนโปรด จึงไม่มีเวลามาค่อนขอดเธอมากนัก
จันทร์เพ็ญโบกมือไล่ให้คนขับรถไปส่งเธอกลับคฤหาสน์หงษาของวินทร์ ราวกับส่งคืนเครื่องมือที่ใช้งานจนหนำใจแล้วกลับคืนเจ้าของ
แต่ค่ำคืนนี้... มีนรกขุมใหญ่กว่ารอเธออยู่
วินทร์ สามีของเธอ จัดงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของเปรมาอย่างยิ่งใหญ่
ภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหรา แสงไฟระยิบระยับส่องกระทบแก้วไวน์ราคาแพง แขกเหรื่อระดับไฮโซเดินขวักไขว่
ญาณิดาในชุดราตรีสีเรียบไร้ลวดลาย นั่งสงบเสงี่ยมอยู่มุมห้อง พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด
เธอไม่อยากสบตากับใคร ไม่อยากรับรู้สายตาที่มองมาอย่างสมเพชเวทนา
ข่าวลือเรื่องความเหลวแหลกและการใช้มารยาจับผู้ชายรวยของเธอ แพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมชั้นสูงมานานแล้ว
ทุกครั้งที่เธอออกงานสังคม ก็ไม่พ้นตกเป็นขี้ปากชาวบ้านให้เล่าต่อกันอย่างสนุกปาก
แต่วินทร์ดูเหมือนจะไม่ยอมปล่อยให้เธออยู่อย่างสงบ
เขาถือแก้วไวน์ เดินฝ่าวงล้อมของผู้คนตรงเข้ามาหา ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรนั้นไร้อารมณ์ราวกับรูปปั้นที่แกะสลักอย่างประณีต
"ทำไมมานั่งหลบมุมอยู่คนเดียว?"
ญาณิดาเงยหน้ามองเขา นี่เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งเดือนที่ได้เจอกัน แต่เขาก็ยังคงไม่แสดงสีหน้าดี ๆ ให้เธอ
ไม่รอคำตอบ วินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ "ก็จริงนะ เธอคงทำอะไรไม่เป็นนอกจากนั่งปั้นหน้าขายบริการ แต่ในงานระดับนี้ ไม่จำเป็นต้องให้เธอมาขายรอยยิ้มหรอก นั่งเจียมตัวอยู่ตรงนี้ก็ถือว่ารู้กาละเทศะดี"
วาจาเชือดเฉือนนั้นตบหน้าญาณิดาฉาดใหญ่จนชาไปทั้งแถบ
สายตาของผู้คนรอบข้างเปลี่ยนจากความอยากรู้อยากเห็นเป็นความเหยียดหยามทันที
ญาณิดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
"พี่วินทร์คะ อย่าพูดกับพี่ณิแบบนั้นสิคะ..."
เปรมาปรากฏตัวขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม เธอเดินเข้ามาคล้องแขนวินทร์อย่างสนิทสนม แววตาแฝงความสะใจเล็ก ๆ ที่ญาณิดาจับสังเกตได้
เมื่อเขาหันไปมองเปรมา สีหน้าของวินทร์ก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"น้องเปร... คุณน่ะจิตใจดีเกินไป คนบางคนไม่คุ้มค่าให้คุณออกรับแทนหรอก ที่เธอยังมีหน้ามานั่งเสนอหน้าอยู่ที่นี่ได้ ก็ถือว่าเป็นความเมตตาของพี่มากพอแล้ว"
ขอบตาของญาณิดาร้อนผ่าว เธอทนต่อไปไม่ไหวจึงลุกขึ้นยืนพรวด
"ขอโทษค่ะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอตัวสักครู่นะคะ"
ญาณิดาเดินแกมวิ่งหนีไปยังห้องน้ำ ของเหลวร้อนชื้นเอ่อล้นปริ่มขอบตาแต่เธอกัดฟันกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา
กว่าจะรวบรวมสติและจัดแจงอารมณ์ได้ เธอฝืนยิ้มแห้ง ๆ ให้ตัวเองในกระจก ก่อนจะเดินออกมา
ทว่าเมื่อเดินผ่านมุมระเบียงด้านนอก ฝีเท้าของเธอก็ชะงักกึก
ที่ระเบียงนั้น... เปรมาและวินทร์ยืนหันหน้าเข้าหากัน
เปรมาเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความเขินอาย
"พี่วินทร์คะ... จริง ๆ แล้ว... เปรรักพี่วินทร์มาตลอด ถึงเปรจะรู้ว่าพี่แต่งงานกับพี่ณิไปแล้ว และเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้ แต่เปรก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้จริง ๆ เรื่องในอดีต... ตระกูลบุญศิริผิดต่อพี่ และเปรเองก็... ช่วยอะไรพี่ไม่ได้เลย"
เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือหนาของวินทร์เอาไว้
วินทร์ยืนหันหลังให้ญาณิดา ทำให้เธอไม่เห็นสีหน้าของเขา
แต่เขาไม่ได้สะบัดมือออก กลับถอนหายใจแผ่วเบา น้ำเสียงที่ตอบกลับไปนั้นช่างอ่อนโยน
"อย่าโทษตัวเองเลย พี่รู้ว่าเปรพยายามที่สุดแล้ว"
ภาพที่เห็นเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกระชากหัวใจของญาณิดาออกมาขยี้จนแหลกเหลว ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายจนแทบหายใจไม่ออก
ที่ผ่านมา เธอหลงคิดว่าความเย็นชาของวินทร์เกิดจากความแค้นระหว่างสองตระกูล หรือแม้แต่คิดว่าความบ้าคลั่งเรื่องความบริสุทธิ์ของเขาคือปมในใจเพียงอย่างเดียว
แต่วันนี้ ความจริงปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า... ความโหดร้ายที่เขามอบให้เธอ เป็นเพราะในหัวใจของเขามีคนอื่นจับจองอยู่แล้ว
และคนคนนั้น ดันเป็นน้องสาวของเธอ... เป็นเปรมา ผู้ที่ถูกทุกคนประคับประคองไว้บนหิ้งมาตลอดชีวิต
เล็บของญาณิดาจิกเข้าที่ฝ่ามือจนเลือดซิบ ความเจ็บปวดทางกายช่วยเรียกสติให้กลับคืนมาบ้าง
เธอมองภาพวินทร์ค่อย ๆ ยกมือขึ้นทัดผมที่ถูกลมพัดให้เปรมาอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังแตะต้องของล้ำค่าที่สุดในชีวิต วินาทีนั้น... หัวใจของเธอแตกสลายอย่างสมบูรณ์
"วินทร์... คุณต่างหากที่สกปรก ครั้งนี้... ฉันจะเป็นคนไปจากคุณเอง" เธอเอ่ยคำขาดในใจอย่างเด็ดเดี่ยว
